เอ็นเตอร์ไพรส์เซิร์ฟเวอร์ (Enterprise Server) ที่ตอบทุกโจทย์ของศูนย์ข้อมูล (Data Center)

เอ็นเตอร์ไพรส์เซิร์ฟเวอร์ HPE SimpliVity ซิมพลิวิตี้
HPE SimpliVity ซิมพลิวิตี้ ไฮเปอร์คอนเวอร์จ (Hyperconverged) และ คลาวด์

เอ็นเตอร์ไพรส์เซิร์ฟเวอร์ (Enterprise Server) ที่ตอบทุกโจทย์ของศูนย์ข้อมูล (Data Center)

เอ็นเตอร์ไพรส์เซิร์ฟเวอร์ (Enterprise Server) ที่ตอบทุกโจทย์ของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ฝ่ายไอทีของทุกองค์กรต้องเจอ คือ ทำอย่างไรในการปรับปรุงการทำงานของระบบศูนย์ข้อมูล (Data Center) ให้มีสมรรถภาพที่ดียิ่งขึ้น สามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว ยกระดับความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ ในความเป็นจริงเมื่อมองผ่านวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องนานมาหลายทศวรรษ จะเห็นภาพของความพยายามในการเพิ่มความสามารถของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ย้อนกลับไปตั้งแต่การนำเอ็นเตอร์ไพรส์เซิร์ฟเวอร์ (Enterprise Server) ที่มีระบบประมวลผลกลางแบบ multicore processors มาใช้, การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีเซิร์ฟเวอร์เสมือนจริง (Server Virtualization), หรือการคิดค้นหาวิธีเพิ่มพื้นที่และประสิทธิภาพของระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage) รวมถึงการสำรองข้อมูล (Backup) ในรูปแบบต่างๆ เช่น การทำ thin provisioning, การขจัดข้อมูลซ้ำซ้อน (Deduplication) หรือการบีบอัดข้อมูล (Compression) เป็นต้น โดยมุ่งหวังในการลดดาวน์ไทม์ (Downtime) ทำให้ระบบมีความเสถียร, เพิ่มประสิทธิภาพ และพื้นที่ความจุในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เพื่อเพิ่มศักยภาพของศูนย์ข้อมูลโดยใช้เงินลงทุนพัฒนาอย่างประหยัดและมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระยะยาวน้อยที่สุดในความเป็นจริงฝ่ายไอทีล้วนแต่พยายามลองผิดลองถูกเพื่อการณ์นี้มานานนับสิบปีแล้ว แต่ก็ยังย่ำอยู่ที่โครงสร้างระบบแบบเดิมๆ ที่ล้วนแต่ต้องลงทุนสูง ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญด้านระบบและโครงสร้าง มีผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระบบและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

การเกิดขึ้นของ ไฮเปอร์คอนเวอร์จ (Hyperconverged)

จากผลสำรวจของ IDC เมื่อมิถุนายน 2017 ที่ผ่านมา พบว่าค่าใช้จ่ายในทุกๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐที่จ่ายเพื่อลงทุนใน เอ็นเตอร์ไพรส์เซิร์ฟเวอร์ (Enterprise Server) จะต้องเสียค่าดูแลรักษาและบริหารจัดการหลังจากทำการติดตั้งไปแล้วอีก 3.91 ดอลลาร์สหรัฐ โดยในที่นี้แบ่งออกเป็น ค่าไฟฟ้า ค่าเครื่องปรับอากาศ และค่าแรงผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการเซิร์ฟเวอร์

ด้วยตระหนักในค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากการลงทุนใน เอ็นเตอร์ไพรส์เซิร์ฟเวอร์ (Enterprise Server) เช่นนี้ ฝ่ายไอทีในแต่ละองค์กรต่างเริ่มมองหาหนทางในการเพิ่มประสิทธิภาพของศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาในระยะยาวไม่สูงนัก การที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่มีค่าตัวแพงมาดูแลจัดการระบบนั้นแสดงว่าเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้นี้จะต้องไม่ซับซ้อน เจ้าหน้าที่ไอทีภายในองค์กรสามารถดูแลบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง

เมื่อวิเคราะห์ดูจะเห็นได้ว่าโครงสร้างหลักของระบบศูนย์ข้อมูล (Core Data Center Infrastructure) ประกอบไปด้วย ระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage), ระบบการประมวลผล (Compute), และระบบเครือข่าย (Networking) ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์หลักพื้นฐานของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ถ้าเจ้าหน้าที่ไอทีสามารถทำการบริหารจัดการได้แบบรวมศูนย์จากจุดเดียว และมีระบบอัตโนมัติมาช่วยในการทำงานเพิ่มมากขึ้น การทำงานของระบบปฏิบัติการก็จะรวดเร็วขึ้น ประสิทธิภาพของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ก็จะสูงขึ้นอย่างทันที ด้วยโจทย์ต่างๆ เหล่านี้ จึงเกิดแนวคิดในการนำซอฟต์แวร์มาลงในเอ็นเตอร์ไพรส์เซิร์ฟเวอร์ (Enterprise Server) หนึ่งตัว เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดสรรทรัพยากรหลักทั้งหมดของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ได้ภายในคราวเดียวที่เรียกว่าการทำไฮเปอร์คอนเวอร์จ (Hyperconverged) นั่นเอง

จุดกำเนิดของ HPE ซิมพลิวิตี้ (SimpliVity)

ในอดีตเมื่อกล่าวถึงไฮเปอร์คอนเวอร์จ (Hyperconverged) ชื่อของซิมพลิวิตี้ (SimpliVity) จะอยู่ในรายชื่อของบริษัทชั้นนำของโลกที่ออกแบบเทคโนโลยีไฮเปอร์คอนเวอร์จ (Hyperconverged) ที่สามารถควบคุมดูแลได้ตั้งแต่ระบบพื้นฐานขององค์กร ยกระดับการป้องกันข้อมูลและเป็นเทคโนโลยีที่มีความยืดหยุ่น สามารถทำงานในลักษณะ private cloud ได้เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้ Hewlett Packard Enterprise หรือHPE ซึ่งมีความพยายามอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบไฮเปอร์คอนเวอร์ (Hyperconverged) ให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานในระบบศูนย์ข้อมูลขององค์กร (Data Center) จึงได้เข้าซื้อกิจการของซิมพลิวิตี้ (SimpliVity) เมื่อปลายปีที่แล้ว ด้วยมูลค่ากว่า 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเติมเต็มโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวอร์จ (Hyperconverged Infrastructure – HCI) ให้ก้าวหน้าและสมบูรณ์แบบมากที่สุด

โดย HPE ได้นำเทคโนโลยีไฮเปอร์คอนเวอร์จ (Hyperconverged) ที่ได้จากซิมพลิวิตี้ (SimpliVity) มาติดตั้งบน HPE ProLiant DL380 และตั้งชื่อว่า HPE ซิมพลิวิตี้ (SimpliVity) โดยผลิตออกจำหน่ายทั้งสิ้น 3 รุ่น ติดตั้ง SSD ความจุ 1.9 Terabyte (TB) จำนวน 5 ชุด, 9 ชุด และ 12 ชุดตามลำดับ พร้อมกับติดตั้ง CPU Intel E5-2600 v4 จำนวน 2 ชุด ซึ่งรองรับ Core สูงสุดรวมกันทั้งสิ้นได้ถึง 44 Core และมี Usable RAM ได้สูงสุดถึง 1.4 Terabyte (TB) เลยทีเดียว

และนี่คือจุดเริ่มต้นของ HPE ซิมพลิวิตี้ (SimpliVity) เอ็นเตอร์ไพรส์เซิร์ฟเวอร์ (Enterprise Server) หนึ่งเดียวที่มาพร้อมเทคโนโลยีไฮเปอร์คอนเวอร์จ (Hyperconverged) มีการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีแบบเสมือน (Virtualization) เพื่อลดความยุ่งยากและซับซ้อนในการบริหารจัดการระบบศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับลูกค้าองค์กร ที่รวมความสามารถในการทำงานภายในโครงสร้างหลักของระบบศูนย์ข้อมูล (Core Data Center Infrastructure) ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ (Server) การทำงานของระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage) โดยรองรับทั้งการขจัดข้อมูลซ้ำซ้อน (Deduplication) แบบ in-line คือทันที่มีการเขียนข้อมูล ก็จะทำการขจัดข้อมูลซ้ำซ้อน (Deduplication) และทำการบีบอัดข้อมูล (Compression) ไปพร้อมๆ กันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่กระทบกับสมรรถนะของเซิร์ฟเวอร์ (Server) อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของซิมพลิวิตี้ (SimpliVity) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ยังรวมเอาความสามารถในการดูแลสำรองข้อมูล (Backup & Restore) เข้ามาด้วยในเวลาเดียวกัน โดยมีการรับประกันว่า VM ขนาด 1 Terabyte (TB) จะสามารถสำรองข้อมูล (Backup) หรือกู้คืน (Restore) ได้ภายใน 60 วินาที ในกรณีที่มี DR Site ระบบยังสามารถทำการสำรองข้อมูล (Backup) หรือกู้คืน (Restore) ข้าม site ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดแบนด์วิดท์ (Bandwidth) ระหว่าง site เสมือนกับมี WAN Optimizer ในตัวโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ รวมถึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อแบนด์วิดท์ (Link Bandwidth) ระหว่างศูนย์ข้อมูล (Data Center) อีกด้วย

HPE ซิมพลิวิตี้ (SimpliVity) จึงนับเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ที่ฝ่ายไอทีมองหามาเป็นเวลานาน ทั้งด้านการเสริมศักยภาพให้กับการทำงานของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และความคุ้มค่าในการลงทุนทั้งในระยะสั้นและลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระยะยาวในคราวเดียวกัน ทั้งนี้เพราะว่า HPE ซิมพลิวิตี้ (SimpliVity)มาพร้อมกับการบริหารจัดการแบบหน้าจอเดียวกับ VMware® vCenter® (และยังรองรับระบบ Microsoft Hyper-V แล้วด้วยเช่นกัน) ที่ฝ่ายไอทีส่วนใหญ่คุ้นเคย เจ้าหน้าที่ไอทีจึงไม่จำเป็นต้องเรียนรู้การใช้งานระบบใหม่ และไม่จำเป็นต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาดูแลระบบ ช่วยลดเวลาในการติดตั้งและดูแลรักษาระบบทั้งในระยะเริ่มต้นและการดำเนินงานในระยะยาว

นอกจากนี้แล้ว HPE ยังเข้าใจถึงความต้องการความคุ้มค่าในการลงทุน อันเป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจลงทุนของทุกองค์กร จึงได้มอบบริการเสริมเพื่อรองรับการเพิ่มขยายได้แบบ Scale-out ที่ช่วยให้องค์กรสามารถเลือกลงทุนได้แบบ Pay as you Grow หรือจ่ายเท่าที่ต้องการเพิ่มได้นั่นเอง

ด้วยความมั่นใจในความเป็นผู้นำของเทคโนโลยีไฮเปอร์คอนเวอร์จ (Hyperconverged) HPE จึงได้ออกโปรแกรม HyperGurantee เป็นการรับประกันที่มีเฉพาะ HPE ซิมพลิวิตี้ (SimpliVity) เท่านั้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กลุ่มลูกค้าองค์กรโดยมีรายละเอียดดังนี้

1) HyperEfficient รับประกันว่าจะช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลและสำรองข้อมูลได้รวมกันถึง 90% เมื่อเปรียบเทียบการจัดเก็บข้อมูลแบบดั้งเดิม

2) HyperProtected รับประกันความเร็วในการสำรองข้อมูล สำหรับ VM ขนาด 1 Terabyte (TB) ว่าสามารถทำการสำรองข้อมูล (Backup) หรือกู้คืน (Restore) ได้สำเร็จภายใน 1 นาที

3) HyperSimple รับประกันความสะดวกในการสำรองข้อมูล (Backup) กู้คืน (Restore) เคลื่อนย้าย หรือ Clone VM ได้ภายใน 3 คลิ๊ก ผ่านหน้าจอ HPE SimpliVity User Interface บน VMware® vCenter®

4) HyperManageable รับประกันการสร้างหรือแก้ไข Backup Policy ต่างๆ สำหรับ VM ที่กระจายอยู่ในศูนย์ข้อมูล (Data Center) หลายๆ แห่ง ในเวลาเฉลี่ยต่ำกว่าหนึ่งนาที ผ่านทาง HPE SimpliVity User Interface ซึ่งบริหารจากส่วนกลาง

5) HyperAvailable รับประกันความสามารถในการเพิ่มหรือทดแทนเครื่อง HPE ซิมพลิวิตี้ (SimpliVity)

โปรแกรม HyperGuarantee นี้จะมีอายุ 90 วันให้สำหรับลูกค้าทุกท่านที่ซื้อ HPE ซิมพลิวิตี้ (SimpliVity) จากบริษัทคู่ค้าของ HPE และเพื่อเป็นการส่งมอบเทคโนโลยีชั้นนำให้กับลูกค้าองค์กรทุกรายได้อย่างทั่วถึง HPE จำเป็นต้องมีคู่ค้าที่แข็งแกร่งอย่างเช่น บริษัท เทอร์ราไบท์ เน็ท โซลูชั่น จำกัด(มหาชนหรือ Terabyte Net Solution Public Co., Ltd. ผู้นำด้านการขาย HPE โซลูชั่น การันตีด้วยรางวัลที่ได้รับจาก HPE ประเทศไทย 5 ปีติดต่อกัน ที่พร้อมจะช่วยแนะนำและติดตั้งระบบ HPE ซิมพลิวิตี้ (SimpliVity) ให้ลูกค้าองค์กรได้อย่างมั่นใจและคุ้มค่าทุกการลงทุน

ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อทีมงานเทอร์ราไบท์ เน็ท โซลูชั่น คลิก

Share this post